หลังใช้งานรถโฟล์คลิฟท์ต้องดูแลอะไรบ้าง


รถโฟล์คลิฟท์ เป็นรถที่ต้องใช้งานหนักมากตลอดวัน ทั้งการยกสินค้าจำนวนมาก รวมไปถึงทนต่อการยกน้ำหนักที่มากในแต่ละวันด้วย ดังนั้น รถที่นำมาใช้ต้องพร้อมใช้งานมากที่สุด จึงจะสามารถยกสินค้าได้ตลอดทั้งวันโดยที่ไม่มีปัญหาใดๆ และไม่เกิดอันตรายจากความขัดข้องของรถ
ดังนั้น การใช้งาน รถโฟล์คลิฟท์มือสอง จะต้องมีการตรวจสอบความพร้อมของรถก่อนใช้งาน และเมื่อใช้งานรถโฟล์คลิฟท์เสร็จแล้ว ก็ต้องมีการดูแลให้เรียบร้อย เพื่อให้รถพร้อมใช้งานในวันต่อๆ ไป โดยแบ่งเป็นหน้าที่ของผู้ขับ และหน้าที่ของผู้ที่ทำการซ่อมบำรุง ดังนี้
หน้าที่ของผู้ขับรถ
ก่อนใช้งานรถ ผู้ขับต้องตรวจสอบดูว่ารถอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ไม่มีส่วนใดผิดปกติ ระบบทำงานได้ดี หากผิดปกติ ต้องมีการซ่อมก่อนใช้งานใหม่ และหลังจากใช้งานหนักมาตลอดทั้งวัน เมื่อใช้เสร็จ ผู้ขับรถโฟล์คลิฟท์ จะต้องนำรถไปจอดในที่สำหรับจอดรถโฟล์คลิฟท์โดยเฉพาะ หรือจอดในช่วงพักจากการทำงานก็ต้องนำไปจอดในที่ให้เรียบร้อย ลดงาของรถยกให้อยู่ในแนวราบกับพื้น ดึงกุญแจออกไปเก็บไว้ในที่เก็บกุญแจ ที่สำคัญ ต้องล็อกเบรกมือทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรถไหล ซึ่งโดยปกติ ที่จอดรถไม่ควรเป็นที่ลาดเอียง แต่ก็อาจเกิดการเคลื่อนตัว หรือไหลได้เช่นกัน และทำให้เกิดความเสียหาย หรืออันตรายต่างๆ ได้ จึงควรล็อกเบรกมือให้เรียบร้อย แม้ว่าจะไม่แน่ใจว่าจอดได้ถูกที่หรือเข้าที่หรือยังก็ตาม หากต้องมีการขยับจริงๆ ผู้ที่มีหน้าที่จะมาทำการเคลื่อนย้ายเอง
หน้าที่ของผู้ดูแลซ่อมบำรุง
หลังจากการใช้งานรถโฟล์คลิฟท์ จะมีการซ่อมบำรุงดูแลรถโฟล์คลิฟท์ เพื่อให้พร้อมใช้งานในครั้งต่อไปอย่างเต็มที่ สำหรับผู้ดูแลซ่อมบำรุง ควรตรวจสอบฟังเสียงจากตัวรถว่ามีเสียงอะไรผิดปกติหรือไม่ในขณะจอด รวมไปถึงเมื่อลองติดเครื่องด้วย ว่ามีเสียงผิดปกติหรือไม่ จากนั้น ก็ตรวจสอบความเรียบร้อยต่างๆ ของรถ เช่น มีการรั่วซึมของระบบน้ำมันต่างๆ หรือไม่ เมื่อไม่มีจุดใดผิดปกติ ก็ทำการเติมน้ำมันให้เต็มถัง และหล่อลื่นตามจุดต่างๆ ที่ต้องมีการหล่อลื่นให้เรียบร้อย
หากเป็นรถโฟล์คลิฟท์แบบระบบไฟฟ้า ก็ต้องนำมาชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม แม้ว่าจะใช้เวลานานกว่า 8-9 ชั่วโมง ก็ต้องมีผู้ดูแลควบคุมอยู่เป็นระยะเพื่อความปลอดภัย
เพื่อความปลอดภัย ผู้ขับรถโฟล์คลิฟท์ ควรผ่านการฝึกอบรมในการใช้งานรถมาอย่างดี รวมถึงผู้ดูแลซ่อมบำรุง ก็ควรเป็นช่างที่มีความชำนาญงาน เพื่อให้ซ่อมบำรุงได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งจะทำให้เกิดความปลอดภัย และใช้รถได้อย่างเกิดประโยชน์มากที่สุด